วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประวัติ และต้นกำเนิดชาจีน

ชาจีน 

              เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากใบไม้จากแหล่งปลูกชา (คาเมลเลีย ไซเนนซิส) และผ่านน้ำร้อน. ใบชาใช้กรรมวิธีดั้งเดิมของจีน ชาจีนมักจะใช้ดื่มสม่ำเสมอตลอดวัน รวมถึงระหว่างมื้ออาหาร บางครั้งใช้ดื่มแทนน้ำเปล่าเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อความพอใจแบบเรียบง่าย

   ประวัติ

          ในทางปฏิบัติการดื่มชามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากในประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิด. ถึงแม้ว่าแหล่างกำเนิดชาจะอยู่ในประเทศจีน, โดยทั่วไปชาจีนจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงใบชาซึ่งใช้กรรมวิธีสืบทอดมาจากจีนสมัยโบราณ. จากการจารึกที่เป็นที่กล่าวถึง, ชาถูกค้นพบโดยจักรพรรดิ์จีน เซินนอง ในปี 2737 ก่อนคริสตกาล เมื่อใบไม้ในบริเวณใกล้พุ่มไม้ร่วงลงมาในน้ำต้มสำหรับจักรพรรดิ์ ชาจึงได้หยั่งรากลึกในประวัติศาตสต์และวัฒนธรรมของจีน เครื่องดื่มชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็น 7 สิ่งของชีวิตชาวจีน รวมไปถึงไม้ก่อไฟ, ข้าว, น้ำมัน, เกลือ, ซอสถั่วเหลือง และน้ำส้มสายชู

          ชาจีน สามารถแบ่งกลุ่ม จำแนกตามความแตกต่างได้ 5 กลุ่มหลัก คือ ชาขาว, ชาเขียว, ชาอู่หลง, ชาดำ และชาหลังการหมัก. ส่วนกลุ่มอื่นจะมีการเพิ่มประเภทชาหอมและชาอบแห้ง. ซึ่งชาต่างๆเหล่านี้มาจากความหลากหลายของแหล่งปลูกคาเมลเลีย ไซเนนซิส. ชาจีนส่วนใหญ่บริโภคโดยชาวจีน และไม่มีการส่งออก นอกจากชุมชนชาวจีนในประเทศต่าง. ชาเขียวเป็นชาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคในประเทศจีน

          จากการจำแนกกลุ่มชาหลักๆ จากความหลากหลายของชาจำนวนมาก สำหรับเครื่องดื่มที่เป็นเอกเทศเช่นนี้ นักวิจัยบางท่านได้นับจำนวนได้มากกว่า 700 ชนิด ส่วนอื่นที่นำมารวมด้วยมีมากกว่า 1000 ชนิด บางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ที่แตกต่างกันจากแหล่งปลูกคาเมลเลีย. ยกตัวอย่างชนิดชาที่เป็นที่นิยม คือ ไทกวนยิน เป็นชาที่ถูกค้นพบในเมืองอันซี มณฑลฟูเจี้ยน ส่วนชาชนิดอื่นมีลักษณะตามแหล่งปลูกชาพื้นเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ชามีความหลากหลายมาจากกรรมวิธีที่แตกต่างของขบวนการผลิตชาหลังจากใบชาถูกเก็บ. ชาขาวและชาเขียวจะได้รับความร้อน(จีนตัวย่อ: ; จีนตัวเต็ม: 殺青) เพื่อรักษาสารต้านอนุมูลอิสระให้ยังคงอยู่ มักจะเรียกขบวนการนี้ว่า การหมัก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เอนไซม์ธรรมชาติยังคงอยู่ในใบชา. ชาอู่หลงจะถูกอ๊อกซิไดน์เพียงส่วน ส่วนชาดำและชาแดงจะถูกอ๊อกซิไดน์ทั้งหมด ส่วนความแตกต่างของชาชนิดอื่นๆมักมาจากขั้นตอนการผลิตที่หลากหลาย

  ต้นกำเนิดชา


              ชามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนกว่า 4,000 ปีมีแล้ว กล่าวคือเมื่อ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาเขียวได้ถูกค้นพบโดยจักรพรรดินามว่า เสินหนง ซึ่งเป็นบัณฑิตและนักสมุนไพร ผู้รักความสะอาดเป็นอย่างมาก ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่เสินหนงกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า และกำลังต้มน้ำอยู่นั้น ปรากฏว่าลมได้โบกกิ่งไม้ เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่มก็เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ชาเขียวถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในช่วงศตวรรษต่างๆดังนี้

ช่วงศตวรรษที่ 3
              ชาเป็นยา เป็นเครื่องบำรุงกำลังที่ได้รับความนิยมมากในช่วงศตวรรษที่3ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกชากันและพัฒนาขั้นตอนการผลิตมาเรื่อยๆ

ช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5
             
               ชาในประเทศจีนได้รับความนิยมมากขึ้นและได้ผลิตชาในรูปของการอัดเป็นแผ่นคือ การนำ

ใบชามานึ่งก่อน แล้วก็นำมา กระแทก ในสมัยนี้ได้นำน้ำชาถึงมาถวายเป็นของขวัญแด่พระจักรพรรดิ

สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 - 906)
              ถือเป็นยุคทองของชา ชาไม่ได้ดื่ม เพื่อเป็นยาบำรุงกำลังอย่างเดียว แต่มีการดื่มเป็นประจำทุกวัน เป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาพ

สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ. 960 - 1279)
              ชาได้เติมเครื่องเทศแบบใน สมัยราชวงศ์ถังแต่จะเพิ่มรสบางๆ เช่น น้ำมันจากดอกมะลิ ดอกบัว และดอกเบญจมาศ

สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 - 1644)
                          ชาที่ปลูกในจีนทั้งหมดเป็นชาเขียว สมัยนั้นกระบวนการผลิตชาได้พัฒนาขึ้นไปอีก ไม่อัดเป็นแผ่น แต่มี การรวบรวมใบชา นำมานึ่ง และอบแห้ง ซึ่งจะเก็บได้ไม่ดีนัก สูญเสียกลิ่นได้ ง่าย และรสชาติไม่ดี ในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการค้าขายกับชาวยุโรป การผลิตเพื่อจะรักษาคุณภาพชาให้นานขึ้น โดยได้คิดค้นกระบวนการที่ เราเรียกว่า การหมัก เมื่อหมักแล้วก็จะนำไปอบ ซึ่งก็เป็นที่มาของชาอูหลง และชาดำ ในประเทศจีน มีการแต่งกลิ่นด้วย โดยเฉพาะกลิ่นดอกไม้

              ในสมัยสุโขทัยช่วงมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน พบว่าได้มีการดื่ม ชากัน แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่านำเข้ามาได้อย่างไร และเมื่อใด แต่จากจดหมายของท่านลาลูแบร์ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวไว้ว่า คนไทยได้รู้จักการดื่มชาแล้ว โดยนิยมชงชาเพื่อรับแขก การดื่มชาของคนไทยสมัยนั้นดื่มแบบชาจีนไม่ใส่น้ำตาล สำหรับการปลูกชาในประเทศไทยนั้น แหล่งกำเนิดเดิมอยู่ทางภาคเหนือ         

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น