วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ผู้จัดทำ




1. นายนิพนธ์            โกสุมขจรเกียรติ์         เลขที่ 7





2. นายชรัณ              วิเชียรวัฒนชัย            เลขที่ 8





3. นายธนวรรธน์       เฮงมา                        เลขที่ 25






4. นายณัชพล           วรเมธธรรม                เลขที่ 32

อ้างอิง



1.http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%E8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99
สืบค้นวันที่ 5 กุมภาพันธ์


2. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%

สืบค้นวันที่ 5 กุมภาพันธ์

3. http://www.ความรู้รอบตัว.com/

สืบค้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์


4.http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7

สืบค้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์


5. http://www.thehighlandtea.com/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%87/

สืบค้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์

วัฒนธรรมประเพณีการดื่มน้ำชาจีน

  ในประเทศจีน การดื่มน้ำชา เป็นวัฒนธรรมประเพณีของคนจีน น้ำชาถูกจัดไว้รับแขกเสมอ แผ่นดินจีนนั้นกว้างใหญ่มาก วัฒนธรรมประเพณีการดื่มน้ำชาของแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน



คนทางเหนือ ชอบดื่มชากลิ่นดอกไม้
















คนทางใต้ ชอบดื่มชาเขียว
                             
                           คน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนสิน หางโจว ชอบดื่มชาหลงจิ่ง ( สระมังกร )กับ ชาปีลั๋วชุน เป็นพิเศษ




             คนแถบพื้นที่ ฝูเจี้ยน กวางตุ้ง ชอบดื่มชา อูหลง ( มังกรดำ ) มากที่สุด

















 ชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน ส่วนใหญ่นิยมชาอัดแท่ง





              คนมองโกล ชอบเติม น้ำนม กับ เกลือ ลงในน้ำชา เป็น ชาน้ำนม (ชามองโกล)




                                                                           คนธิเบต ชอบเติม น้ำมันเนย และ เกลือ ลงในน้ำชา เป็น ชาน้ำมันเนย

ประเทศผู้ผลิตชาจีน


ชาหูเชีย และ ชาเทียนชือ (Huqiu และ Tianchi)
ในช่วงเวลานั้น ชาหูเชีย (จีน: 虎丘茶; lit. "ชาเสือภูเขา") เพื่อไม่ให้สับสนกับชาดำที่มีชื่อเดียวกันจากเขตนิวจีริจ ในรัฐทมิฬนาฑูอินเดีย) เป็นแหล่งที่ได้รับการพัฒนาชาที่ดีที่สุดในโลก ปริมาณผลผลิตค่อนข้างจะน้อยและขบวนการผลิตถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม ยังมีชาอีกชนิดหนึ่งที่รสชาติดีรองลงมา คือ ชาเทียนชิ (จีน: 天池茶; lit. "สระแห่งสวรรค์")


ชาเจีย (Jie tea)
ชาเจีย (จีน:  ) มาจากเมืองฉางเซียง มณฑลเจ้อเจียง ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากผู้เชี่ยวชาญถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างแพง
รายละเอียด: เจีย เป็นชื่อย่อของ ลัว เจีย (จีนตัวย่อ: 罗岕จีนตัวเต็ม: ลัว เจีย เป็นชื่อของภูเขาบริเวณชายแดนมณฑลจิง ฉี ในสมัยราชวงศ์หมิง เจีย หมายถึง อาณาเขต. ฉาง ซิน ขนานไปทางใต้ของภูเขาลัว เจีย ขณะที่ จิง ฉี ขนานไปทางทิศเหนือของภูเขา ดังนั้นชื่อ ฉาง ซิน ยังคงเป็นชื่อที่ใช้อยู่จนทุกวันนี้.


ชา ลัว เจีย
ชา ลัว เจีย มาจากภูเขา กู ชู ในเมืองฉางเซียง มณฑลเจ้อเจียง เป็นที่รู้จักในนาม "ชากู ชู ไวโอเลต ชูต". "ชากู ชู ไวโอเลต ชูต" เป็นชาบรรณาธิการของจักรพรรดิตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง อายุใกล้ 900 ปี ตั้งแต่กลางรัชสมัยจิ๋น "ชากู ชู ไวโอเลต ชูต" กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งในช่วงปี 1970 ซึ่งถือเป็นชาคุณภาพระดับสูงของจีน.
รายละเอียด: จิ๋น ซี ในปัจจุบันถูกเรียกว่า เมือง หยิน ซิน. ชาจิ๋น ซี เป็นที่รู้จักในชื่อ ชาหยาง เซียน. ใบรัว ร่วงจากต้นไผ่ อินโดคาลามัส เทสเซลลาตัส ขนาดของใบยาว 45 เซนติเมตร


ชาลี่อัน (Liu'an tea)
ชาลี่อัน (จีน: 六安茶) มักใช้สำหรับทำยาจีน เนื่องจากชาชนิดนี้ไม่มีกลิ่นและมีรสชาติขมถ้าไม่อบอย่างถูกวิธี คุณสมบัติของชานี้ถือว่ามีคุณสมบัติที่ดีทีเดียว. ชาประเภทนี้เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่เจ็บป่วยจากปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร

ชาลี่อัน ยังคงมีการผลิดในประเทศจีน มณฑลอันหุย สาธารณรัฐประชาชนจีน. ชาอันหุย นำมาจากถ้ำค้างคาวของเมืองจินไซ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของคุณภาพ เนื่องจากมีค้างคาวนับพันๆตัวอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้ จึงเสมือนมีปุ๋ยชั้นดีสำหรับแหล่งปลูกชา


ชาซองลัว (Songluo tea)
ชาซองลัว ถูกผลิตที่เขาซองลัว ที่ตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองซิวหนิง ในมณฑลอันหุย สาธารณรัฐประชาชนจีน. ไร่ชานี้ปลูกกระจายตามระดับความสูงที่ 600 ถึง 700 เมตรบนภูเขา.
ไม่มีชาซองลัวปลูกนอกพื้นที่ 12 mu (1 mu = 667 ตารางเมตร) และมีเพียงชาไม่กี่ครอบครัวที่เป็นเจ้าของขบวนการกลั่นเต็มรูปเพื่อเตรียมชาซองลัว เมื่อไม่นานมานี้ มีชาชนิดนี้ที่อบด้วยมือของพระสงฆ์บนเขายิ่งทำให้ดียิ่งขึ้น
ชาซองลัวของแท้จะถูกผลิตที่ตีนเขาของดองชาน(เนินเขาของถ้ำ) และยอดสุดของเทียน ชี(จีน: 天池; lit. "สระแห่งสวรรค์") ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าที่คนในเมืองซีอันรักมาก และมักเป็นที่ชื่นชอบของคนเมืองนานดู และเมืองชูซอง เนื่องจากสถานที่นี้ง่ายต่อการชงชาและกลิ่นที่หอมมาก


ชาหลงจิง และชาเทียนมู (Longjing and Tianmu tea)
ชาหลงจิง และชาเทียนมู อาจจะตรงกับชาสระแห่งสวรรค์ เนื่องจากปลูกในภูมิอากาศที่เหมาะแก่การเติบโตเหมือนกัน เนื่องจากฤดูหนาวมาก่อนบนภูเขา จึงมีความสมบูรณ์ของหิมะในฤดูหนาว ดังนั้น พืชชาจึงสามารถเพาะตัวขึ้นได้ในเวลาต่อมา ชาหลงจิงถูกผลิตในเขตทะเลสาบตะวันตกของมณฑลหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน. หลงจิงตามตัวอักษรคือ "มังกรดี" ที่ตั้งอยู่บนเขาเฟิงฮวง. เขาเทียนมู ตั้งอยู่ที่เมืองลี่ อันด้านตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเจ้อเจียง มี 2 ยอดเขาสูง 1500 เมตร แต่ละมีบ่อน้ำบนยอดเขาที่เต็มไปด้วยน้ำใสกระจ่างเหมือนดวงตา ดังนั้นจึงชื่อ เทียนมู (จีน: 天目, lit. "ดวงตาสวรรค์").



ชาอู่หลง (Oolong; Wulong)
ชาอู่หลงคือชาดั้งเดิมของประเทศจีน ชาอู่หลงเป็นชาประเภทกึ่งหมักหรือชาที่ผ่านการหมักเพียงบางส่วน ทำให้มีสี กลิ่นหอม และ รสชาติ อยู่ระหว่าง ชาเขียว และ ชาดำโดยชาอู่หลงผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการผึ่งแห้งใบชาด้วยแสงอาทิตย์เพื่อให้ใบชาคายน้ำ หลังจากนั้นทำไปผึ่งในที่ร่มภายใต้การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ขั้นตอนนี้ถือเป็นการหมักบางส่วน เพื่อให้เกิดปฏิกริยาที่เรียกว่า ออกซิเดชัน (Oxidation) ทำให้เอนไซม์พอลิฟีนอล (Pholyphenols) ซึ่งเป็นกลุ่มของสารประกอบที่มีประโยชน์อย่างมากในใบชา เร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันทำให้เกิดการรวมตัวของสารชนิดใหม่ที่เรียกว่า สารคาเทชิน(Catechin) อันเป็นสารที่ทสร้างเอกลักษณ์ให้ชาอู่หลง ไม่ว่าจะเป็น สีชาอู่หลง กลิ่นชาอู่หลง และรสชาติชาอู่หลง ซึ่งแตกต่างไปจากชาเขียว (Green Tea) และชาดำ (Black Tea) หลังจากกระบวนการหมักเสร็จสิ้น จึงนำใบชาอู่หลงไปคั่ว ตามด้วยการนวดใบชาอู่หลง เพื่อขึ้นรูปใบชาอู่หลงเป็นรูปลักษณะเม็ดกลม

พันธุ์ชาจีน

ชาหูเชีย และ ชาเทียนชือ (Huqiu และ Tianchi)

ในช่วงเวลานั้น ชาหูเชีย (จีน: 虎丘茶; lit. "ชาเสือภูเขา") เพื่อไม่ให้สับสนกับชาดำที่มีชื่อเดียวกันจากเขตนิวจีริจ ในรัฐทมิฬนาฑู, อินเดีย) เป็นแหล่งที่ได้รับการพัฒนาชาที่ดีที่สุดในโลก ปริมาณผลผลิตค่อนข้างจะน้อยและขบวนการผลิตถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม ยังมีชาอีกชนิดหนึ่งที่รสชาติดีรองลงมา คือ ชาเทียนชิ (จีน: 天池茶; lit. "สระแห่งสวรรค์")

ชาเจีย (Jie tea)

ชาเจีย (จีน: ) มาจากเมืองฉางเซียง มณฑลเจ้อเจียง ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากผู้เชี่ยวชาญถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างแพง
รายละเอียด: เจีย เป็นชื่อย่อของ ลัว เจีย (จีนตัวย่อ: 罗岕; จีนตัวเต็ม: ) ลัว เจีย เป็นชื่อของภูเขาบริเวณชายแดนมณฑลจิง ฉี ในสมัยราชวงศ์หมิง เจีย หมายถึง อาณาเขต. ฉาง ซิน ขนานไปทางใต้ของภูเขาลัว เจีย ขณะที่ จิง ฉี ขนานไปทางทิศเหนือของภูเขา ดังนั้นชื่อ ฉาง ซิน ยังคงเป็นชื่อที่ใช้อยู่จนทุกวันนี้.

ชา ลัว เจีย

ชา ลัว เจีย มาจากภูเขา กู ชู ในเมืองฉางเซียง มณฑลเจ้อเจียง เป็นที่รู้จักในนาม "ชากู ชู ไวโอเลต ชูต". "ชากู ชู ไวโอเลต ชูต" เป็นชาบรรณาธิการของจักรพรรดิตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง อายุใกล้ 900 ปี ตั้งแต่กลางรัชสมัยจิ๋น "ชากู ชู ไวโอเลต ชูต" กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งในช่วงปี 1970 ซึ่งถือเป็นชาคุณภาพระดับสูงของจีน.
รายละเอียด: จิ๋น ซี ในปัจจุบันถูกเรียกว่า เมือง หยิน ซิน. ชาจิ๋น ซี เป็นที่รู้จักในชื่อ ชาหยาง เซียน. ใบรัว ร่วงจากต้นไผ่ อินโดคาลามัส เทสเซลลาตัส ขนาดของใบยาว 45 เซนติเมตร

ชาลี่อัน (Liu'an tea)

ชาลี่อัน (จีน: 六安茶) มักใช้สำหรับทำยาจีน เนื่องจากชาชนิดนี้ไม่มีกลิ่นและมีรสชาติขมถ้าไม่อบอย่างถูกวิธี คุณสมบัติของชานี้ถือว่ามีคุณสมบัติที่ดีทีเดียว. ชาประเภทนี้เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่เจ็บป่วยจากปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร

ชาลี่อัน ยังคงมีการผลิดในประเทศจีน มณฑลอันหุย สาธารณรัฐประชาชนจีน. ชาอันหุย นำมาจากถ้ำค้างคาวของเมืองจินไซ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของคุณภาพ เนื่องจากมีค้างคาวนับพันๆตัวอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้ จึงเสมือนมีปุ๋ยชั้นดีสำหรับแหล่งปลูกชา

ชาซองลัว (Songluo tea)

ชาซองลัว ถูกผลิตที่เขาซองลัว ที่ตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองซิวหนิง ในมณฑลอันหุย สาธารณรัฐประชาชนจีน. ไร่ชานี้ปลูกกระจายตามระดับความสูงที่ 600 ถึง 700 เมตรบนภูเขา.
ไม่มีชาซองลัวปลูกนอกพื้นที่ 12 mu (1 mu = 667 ตารางเมตร) และมีเพียงชาไม่กี่ครอบครัวที่เป็นเจ้าของขบวนการกลั่นเต็มรูปเพื่อเตรียมชาซองลัว เมื่อไม่นานมานี้ มีชาชนิดนี้ที่อบด้วยมือของพระสงฆ์บนเขายิ่งทำให้ดียิ่งขึ้น
ชาซองลัวของแท้จะถูกผลิตที่ตีนเขาของดองชาน(เนินเขาของถ้ำ) และยอดสุดของเทียน ชี(จีน: 天池; lit. "สระแห่งสวรรค์") ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าที่คนในเมืองซีอันรักมาก และมักเป็นที่ชื่นชอบของคนเมืองนานดู และเมืองชูซอง เนื่องจากสถานที่นี้ง่ายต่อการชงชาและกลิ่นที่หอมมาก

ชาหลงจิง และชาเทียนมู (Longjing and Tianmu tea)

ชาหลงจิง และชาเทียนมู อาจจะตรงกับชาสระแห่งสวรรค์ เนื่องจากปลูกในภูมิอากาศที่เหมาะแก่การเติบโตเหมือนกัน เนื่องจากฤดูหนาวมาก่อนบนภูเขา จึงมีความสมบูรณ์ของหิมะในฤดูหนาว ดังนั้น พืชชาจึงสามารถเพาะตัวขึ้นได้ในเวลาต่อมา ชาหลงจิงถูกผลิตในเขตทะเลสาบตะวันตกของมณฑลหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน. หลงจิง, ตามตัวอักษรคือ "มังกรดี" ที่ตั้งอยู่บนเขาเฟิงฮวง. เขาเทียนมู ตั้งอยู่ที่เมืองลี่ อันด้านตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเจ้อเจียง มี 2 ยอดเขาสูง 1500 เมตร แต่ละมีบ่อน้ำบนยอดเขาที่เต็มไปด้วยน้ำใสกระจ่างเหมือนดวงตา ดังนั้นจึงชื่อ เทียนมู (จีน: 天目, lit. "ดวงตาสวรรค์").


ชาอู่หลง (Oolong; Wulong)

ชาอู่หลงคือชาดั้งเดิมของประเทศจีน ชาอู่หลงเป็นชาประเภทกึ่งหมักหรือชาที่ผ่านการหมักเพียงบางส่วน ทำให้มีสี กลิ่นหอม และ รสชาติ อยู่ระหว่าง ชาเขียว และ ชาดำโดยชาอู่หลงผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการผึ่งแห้งใบชาด้วยแสงอาทิตย์เพื่อให้ใบชาคายน้ำ หลังจากนั้นทำไปผึ่งในที่ร่มภายใต้การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ขั้นตอนนี้ถือเป็นการหมักบางส่วน เพื่อให้เกิดปฏิกริยาที่เรียกว่า ออกซิเดชัน (Oxidation) ทำให้เอนไซม์พอลิฟีนอล (Pholyphenols) ซึ่งเป็นกลุ่มของสารประกอบที่มีประโยชน์อย่างมากในใบชา เร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันทำให้เกิดการรวมตัวของสารชนิดใหม่ที่เรียกว่า สารคาเทชิน(Catechin) อันเป็นสารที่ทสร้างเอกลักษณ์ให้ชาอู่หลง ไม่ว่าจะเป็น สีชาอู่หลง กลิ่นชาอู่หลง และรสชาติชาอู่หลง ซึ่งแตกต่างไปจากชาเขียว (Green Tea) และชาดำ (Black Tea) หลังจากกระบวนการหมักเสร็จสิ้น จึงนำใบชาอู่หลงไปคั่ว ตามด้วยการนวดใบชาอู่หลง เพื่อขึ้นรูปใบชาอู่หลงเป็นรูปลักษณะเม็ดกลม

ประวัติ และต้นกำเนิดชาจีน

ชาจีน 

              เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากใบไม้จากแหล่งปลูกชา (คาเมลเลีย ไซเนนซิส) และผ่านน้ำร้อน. ใบชาใช้กรรมวิธีดั้งเดิมของจีน ชาจีนมักจะใช้ดื่มสม่ำเสมอตลอดวัน รวมถึงระหว่างมื้ออาหาร บางครั้งใช้ดื่มแทนน้ำเปล่าเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อความพอใจแบบเรียบง่าย

   ประวัติ

          ในทางปฏิบัติการดื่มชามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากในประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิด. ถึงแม้ว่าแหล่างกำเนิดชาจะอยู่ในประเทศจีน, โดยทั่วไปชาจีนจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงใบชาซึ่งใช้กรรมวิธีสืบทอดมาจากจีนสมัยโบราณ. จากการจารึกที่เป็นที่กล่าวถึง, ชาถูกค้นพบโดยจักรพรรดิ์จีน เซินนอง ในปี 2737 ก่อนคริสตกาล เมื่อใบไม้ในบริเวณใกล้พุ่มไม้ร่วงลงมาในน้ำต้มสำหรับจักรพรรดิ์ ชาจึงได้หยั่งรากลึกในประวัติศาตสต์และวัฒนธรรมของจีน เครื่องดื่มชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็น 7 สิ่งของชีวิตชาวจีน รวมไปถึงไม้ก่อไฟ, ข้าว, น้ำมัน, เกลือ, ซอสถั่วเหลือง และน้ำส้มสายชู

          ชาจีน สามารถแบ่งกลุ่ม จำแนกตามความแตกต่างได้ 5 กลุ่มหลัก คือ ชาขาว, ชาเขียว, ชาอู่หลง, ชาดำ และชาหลังการหมัก. ส่วนกลุ่มอื่นจะมีการเพิ่มประเภทชาหอมและชาอบแห้ง. ซึ่งชาต่างๆเหล่านี้มาจากความหลากหลายของแหล่งปลูกคาเมลเลีย ไซเนนซิส. ชาจีนส่วนใหญ่บริโภคโดยชาวจีน และไม่มีการส่งออก นอกจากชุมชนชาวจีนในประเทศต่าง. ชาเขียวเป็นชาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคในประเทศจีน

          จากการจำแนกกลุ่มชาหลักๆ จากความหลากหลายของชาจำนวนมาก สำหรับเครื่องดื่มที่เป็นเอกเทศเช่นนี้ นักวิจัยบางท่านได้นับจำนวนได้มากกว่า 700 ชนิด ส่วนอื่นที่นำมารวมด้วยมีมากกว่า 1000 ชนิด บางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ที่แตกต่างกันจากแหล่งปลูกคาเมลเลีย. ยกตัวอย่างชนิดชาที่เป็นที่นิยม คือ ไทกวนยิน เป็นชาที่ถูกค้นพบในเมืองอันซี มณฑลฟูเจี้ยน ส่วนชาชนิดอื่นมีลักษณะตามแหล่งปลูกชาพื้นเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ชามีความหลากหลายมาจากกรรมวิธีที่แตกต่างของขบวนการผลิตชาหลังจากใบชาถูกเก็บ. ชาขาวและชาเขียวจะได้รับความร้อน(จีนตัวย่อ: ; จีนตัวเต็ม: 殺青) เพื่อรักษาสารต้านอนุมูลอิสระให้ยังคงอยู่ มักจะเรียกขบวนการนี้ว่า การหมัก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เอนไซม์ธรรมชาติยังคงอยู่ในใบชา. ชาอู่หลงจะถูกอ๊อกซิไดน์เพียงส่วน ส่วนชาดำและชาแดงจะถูกอ๊อกซิไดน์ทั้งหมด ส่วนความแตกต่างของชาชนิดอื่นๆมักมาจากขั้นตอนการผลิตที่หลากหลาย

  ต้นกำเนิดชา


              ชามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนกว่า 4,000 ปีมีแล้ว กล่าวคือเมื่อ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาเขียวได้ถูกค้นพบโดยจักรพรรดินามว่า เสินหนง ซึ่งเป็นบัณฑิตและนักสมุนไพร ผู้รักความสะอาดเป็นอย่างมาก ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่เสินหนงกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า และกำลังต้มน้ำอยู่นั้น ปรากฏว่าลมได้โบกกิ่งไม้ เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่มก็เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ชาเขียวถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในช่วงศตวรรษต่างๆดังนี้

ช่วงศตวรรษที่ 3
              ชาเป็นยา เป็นเครื่องบำรุงกำลังที่ได้รับความนิยมมากในช่วงศตวรรษที่3ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกชากันและพัฒนาขั้นตอนการผลิตมาเรื่อยๆ

ช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5
             
               ชาในประเทศจีนได้รับความนิยมมากขึ้นและได้ผลิตชาในรูปของการอัดเป็นแผ่นคือ การนำ

ใบชามานึ่งก่อน แล้วก็นำมา กระแทก ในสมัยนี้ได้นำน้ำชาถึงมาถวายเป็นของขวัญแด่พระจักรพรรดิ

สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 - 906)
              ถือเป็นยุคทองของชา ชาไม่ได้ดื่ม เพื่อเป็นยาบำรุงกำลังอย่างเดียว แต่มีการดื่มเป็นประจำทุกวัน เป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาพ

สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ. 960 - 1279)
              ชาได้เติมเครื่องเทศแบบใน สมัยราชวงศ์ถังแต่จะเพิ่มรสบางๆ เช่น น้ำมันจากดอกมะลิ ดอกบัว และดอกเบญจมาศ

สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 - 1644)
                          ชาที่ปลูกในจีนทั้งหมดเป็นชาเขียว สมัยนั้นกระบวนการผลิตชาได้พัฒนาขึ้นไปอีก ไม่อัดเป็นแผ่น แต่มี การรวบรวมใบชา นำมานึ่ง และอบแห้ง ซึ่งจะเก็บได้ไม่ดีนัก สูญเสียกลิ่นได้ ง่าย และรสชาติไม่ดี ในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการค้าขายกับชาวยุโรป การผลิตเพื่อจะรักษาคุณภาพชาให้นานขึ้น โดยได้คิดค้นกระบวนการที่ เราเรียกว่า การหมัก เมื่อหมักแล้วก็จะนำไปอบ ซึ่งก็เป็นที่มาของชาอูหลง และชาดำ ในประเทศจีน มีการแต่งกลิ่นด้วย โดยเฉพาะกลิ่นดอกไม้

              ในสมัยสุโขทัยช่วงมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน พบว่าได้มีการดื่ม ชากัน แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่านำเข้ามาได้อย่างไร และเมื่อใด แต่จากจดหมายของท่านลาลูแบร์ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวไว้ว่า คนไทยได้รู้จักการดื่มชาแล้ว โดยนิยมชงชาเพื่อรับแขก การดื่มชาของคนไทยสมัยนั้นดื่มแบบชาจีนไม่ใส่น้ำตาล สำหรับการปลูกชาในประเทศไทยนั้น แหล่งกำเนิดเดิมอยู่ทางภาคเหนือ